เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการรักษาโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทยควบคู่กับโรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดผิดปกติ โดยพบได้ถึง 8.9% ของประชากรในประเทศไทย [1] news.article-17-p1-1
โรคเบาหวานประเภทที่ 1 เกิดจากเซลล์ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมาได้อย่างเหมาะสม ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ มักเกิดในผู้ป่วยอายุน้อยที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมในด้านการสร้างฮอร์โมนอินซูลินมาตั้งแต่กำเนิด ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักต้องทำการรักษาด้วยการให้ฉีดฮอร์โมนอินซูลินทดแทนต่อเนื่อง
โรคเบาหวานประเภทที่ 2 เกิดจากภาวะเนื้อเยื่อต่าง ๆ ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปใช้ในเซลล์ได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อต่าง ๆ เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลินที่เป็นผลมาจากการบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง น้ำตาล) เป็นจำนวนมากอย่างยาวนาน ทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ เกิดอาการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเริ่มการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและอาหารการกิน ไปจนถึงการใช้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด และบางส่วนที่ต้องใช้การให้ฉีดฮอร์โมนอินซูลินทดแทนต่อเนื่อง
โรคเบาหวานในคนท้อง เป็นโรคที่ถูกกระตุ้นด้วยการตั้งครรภ์จากหลาย ๆ สาเหตุ ส่งผลให้เกิดการดื้อฮอร์โมนอินซูลินขึ้น โดยมักตรวจพบได้ตั้งแต่การฝากครรภ์ช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ซึ่งส่วนใหญ่มักหายไปหลังคลอด

การรักษาโรคเบาหวานนั้นมีจุดประสงค์เพื่อลดและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยและอวัยวะอื่น ๆ โดนทำลายไป เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะไตเสื่อม จอตาเสื่อม ไปจนถึงเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจนไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกที่เท้าได้จนนำไปสู่แผลที่เท้าเรื้อรัง ซึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวานถึง 50% [1,2]

โดยการรักษาในปัจจุบันนั้น [1] จะเริ่มจากการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารก่อนที่จะเริ่มใช้ยากินกลุ่มต่าง ๆ และการฉีดฮอร์โมนอินซูลินทดแทน ซึ่งแนวทางการรักษาของโรคเบาหวานนั้นมีการพัฒนาตลอดเวลา อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังคงมีความพยายามที่จะพัฒนาแนวทางการรักษาโรคเบาหวานแบบใหม่ ๆ ออกมาตลอดเวลา เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวาน เช่น
นาโนเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาแนวทางการให้ฮอร์โมนอินซูลิน จากแต่เดิมที่ต้องอยู่ในรูปการฉีดเข้าที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง มาเป็นผ่านอนุภาคระดับนาโนทำให้สามารถให้ฮอร์โมนผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น ทางจมูก หรือแผ่นแปะใต้ผิวหนัง ทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดียิ่งขึ้นและลดภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฮอร์โมนเข้าทางชั้นไขมันใต้ผิวหนัง [3,4] หรือการใช้เครื่องติดตามระดับน้ำตาลแบบ Real time ซึ่งให้การติดตามระดับน้ำตาลสม่ำเสมอมากขึ้น [3]

พันธุกรรมบำบัด (Gene Therapy) เป็นการรักษาโดยการปลูกถ่ายสารพันธุกรรมต่าง ๆ เข้าไปในร่างกายเพื่อให้สามารถผลิตสารที่เราต้องการได้ เช่น ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ รหัสพันธุกรรม ให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินขึ้นมาใหม่จากเซลล์อื่นที่ไม่ใช่เซลล์ตับอ่อน หรือผลิตสารลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น [3]
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด เนื่องจากโรคเบาหวานนั้นมีพยาธิสภาพอย่างหนึ่ง คือ การที่ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาได้อย่างเหมาะสม การรักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้นเข้ามามีบทบาทในแง่ของการฟื้นฟูและทดแทนเซลล์ตับอ่อนที่ผิดปกติเหล่านั้นให้กลับมาสร้างฮอร์โมนได้อีกครั้ง โดยมีการศึกษาหลายฉบับที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้ฮอร์โมนอินซูลินแบบฉีดที่ลดลงในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ [3,5,6] การรักษาโรคเบาหวานด้วยสเต็มเซลล์นั้นมีการศึกษาการใช้สเต็มเซลล์จากหลายแหล่งที่มา ทั้งสเต็มเซลล์จากไขกระดูก และสเต็มเซลล์เนื้อเยื่อจากเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งล้วนให้ผลลัพธ์ไปในทางเดียวกัน

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการรักษาด้วยสเต็มเซลล์
โดยสรุปแนวทางการรักษาโรคเบาหวานที่คิดค้นกันขึ้นมาใหม่นั้น ทำเพื่อเพิ่มการตอบสนอง ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานและครอบครัวให้ดีขึ้นทั้งสิ้น แม้บางวิธีจะยังอยู่ในขั้นงานวิจัย แต่หลายวิธีก็เริ่มมีการทดลองในผู้ป่วยแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรรับการรักษาขั้นต้นและปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตควบคู่กันไปด้วยเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ยั่งยืน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1) สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560. [Online]. 2017. Available at: https://www.dmthai.org/attachments/article/443/guideline-diabetes-care-2017.pdf. [August 2021]
2) Rowley WR, Bezold C, Arikan Y, Byrne E, Krohe S. Diabetes 2030: insights from yesterday, today, and future trends. Population health management. 2017 Feb 1;20(1):6-12.
3) Tiwari P. Recent trends in therapeutic approaches for diabetes management: a comprehensive update. Journal of diabetes research. 2015 Aug;2015.
4) Mo R, Jiang T, Di J, Tai W, Gu Z. Emerging micro-and nanotechnology based synthetic approaches for insulin delivery. Chemical society reviews. 2014;43(10):3595-629.
5) Jiang, R., Han, Z., Zhuo, G., Qu, X., Li, X., Wang, X., ... & Han, Z. C. (2011). Transplantation of placenta-derived mesenchymal stem cells in type 2 diabetes: a pilot study. Frontiers of medicine, 5(1), 94-100.
6) Bhansali A, Asokumar P, Walia R, Bhansali S, Gupta V, Jain A, Sachdeva N, Sharma RR, Marwaha N, Khandelwal N. Efficacy and safety of autologous bone marrow-derived stem cell transplantation in patients with type 2 diabetes mellitus: a randomized placebo-controlled study. Cell Transplantation. 2014 Sep;23(9):1075-85.

