เผยเทคนิคเฉพาะทาง Osaki Method ในการสร้าง Highly Active NK Cell (ภูมิคุ้มกันธรรมชาติ)ได้มากกว่าปกติ
ในปัจจุบันนี้เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเรื่อง NK cell ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งที่เป็นหน่วยลาดตระเวนหรือนักฆ่าธรรมชาติที่คอยกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและเซลล์ที่กลายเป็นมะเร็ง
โดยกลไลการทำงานที่แท้จริงของ NK cell คือ
1) ฆ่าเซลล์แปลกปลอมที่เข้าสู่ในร่างกาย
2) เซลล์ทำงานพร้อมกับการปล่อยสารโปรตีนในกระแสเลือดเรียกว่า Interferon gamma และ cytokines ออกมาทำลายเซลล์แปลกปลอมโดยตรงและ มาเป็นผู้ส่งสารที่จะเรียกเซลล์อื่นมาช่วย NK Cell เพื่อฆ่าเซลล์แปลกปลอม หรือ ป้องกันการเจริญเติบโตของเนื้องอก

ในร่างกายของคนเรามี NK Cells อยู่ที่ประมาณ 2000-5000 ล้านเซลล์ และมีในเลือดอยู่ประมาณ 5% ของเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte และมีโอกาสลดลงได้จากความอ่อนแอของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยมักเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่า NK Cell จะมีการทำงานได้สูงสุดในช่วงอายุ 20 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆทำงานลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มได้มากขึ้นด้วย ประกอบกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียดสูง ขาดวิตามินสำคัญ กินโปรตีนน้อย พักผ่อนน้อย ดื่มหนัก สูบบุหรี่บ่อย เป็นต้น ผู้ที่มีการติดเชื้อบ่อย เช่น เริม งูสวัด โรคตับอักเสบ หรือเป็นหวัดบ่อยกว่าแต่ก่อน อาจเป็นสัญญาณของภูมิคุ้มกันตกหรือ การทำงานของ NK Cell ต่ำ

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ที่สามารถให้บริการตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบระดับการทำงานของ NK cell ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ถึงสภาวะภูมิคุ้มกันโรค วิธีการนี้เราทดสอบโดยใช้เลือดเพียง 1 ml ตัวอย่างของเลือดจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการ เพื่อดูว่า NK Cell ทำงานได้ดีเพียงใดเมื่อเจอกับสิ่งแปลกปลอม การทดสอบนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 72 ชั่วโมง ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยแพทย์ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและมะเร็ง


หากร่างกายมี NK Cell ต่ำทำอย่างไร?
1) การเพิ่มปริมาณ NK Cells ด้วยตนเอง(วิธีนี้อาจเห็นผลไม่ชัดเจน ทั้งนี้ก็ขึ้นกับการตอบสนองของร่างกายของแต่ละบุคคล)
2) ใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ
Highly active NK Cell therapy ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของคุณให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่สมบูรณ์แบบในการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงเนื่องจากความเจ็บป่วย อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือความเครียด
NK Cell ที่ถูกกระตุ้นการทำงานแล้ว เพิ่มเข้าสู่ระบบภูมิคุ้มกันของคุณ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนของเซลล์ที่กลายพันธ์ุในร่างกายของคุณและช่วยป้องการเจริญเติบโตของมะเร็งนอกจากนี้ยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ที่เกิดความเสียหายจากการรักษามะเร็ง เช่นการฉายรังสี โดยเป็นการไปเพิ่มภูมิคุ้มกันโดยรวมของคุณ

โดยล่าสุดจากงานวิจัย Osaki Method ถูกคิดค้นโดย Junichi Masuyama, M.D., Ph.D. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านเซลล์ภูมิคุ้มกันร่วมกับ ทีมงานจาก NEW CITY Osaki clinic ที่เมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่นที่ได้ตีพิมพ์ Cytotherapy Journal,2016 จึงได้ถ่ายทอดความรู้ที่คิดค้นและพัฒนามาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ [ OSAKI Method® ] เป็นวิธีที่ได้พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพที่โดดเด่นในการเพิ่มจำนวน Natural Killer Cells (เซลล์เพชฌฆาต) และเพิ่มศักยภาพในการหลั่งสารสำคัญต่างๆจากเลือด 20 ml หลังจากน้ำไปเพาะเลี้ยงที่ 14 วันกับที่18 วัน ผลพบว่านอกจากจะเพิ่มจำนวน NK Cell ที่มีศักยภาพสูงแล้วยังสามารถนำไปใช้ในคนไข้ที่เป็นมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
สำหรับวิธีการวิจัย งานวิจัยนี้เกิดขึ้นโดยทดลองโดยผ่าน Animal ethics review board of Jichi Medical University Guide for Laboratory animal และหลักการของห้องทดลองจัดตั้งโดย National Society for Medical Research ทั้งนี้ในส่วนของระบบทางการรักษาเรื่อง NK Cell ยังได้รับการยอมรับผ่านทาง New city Osaki Clinic และสุดท้ายกลุ่มตัวแทนที่สุขภาพดีและเป็นมะเร็ง ได้ผ่านการเซ็นต์ยินยอมตามมาตรฐานเรียบร้อย
จากงานวิจัย พบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการกระตุ้นโดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของตัวรับส่งสัญญาณกระตุ้น NKG2D เพื่อประสิทธิภาพในการค้นหาเซลล์มะเร็งและการบุกรุกของไวรัส


ลำดับต่อมาจะอธิบายความสามารถในการหลั่งสารที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ทั้งในหลอดทดลองและในสิ่งมีชีวิต(cytotoxicity in vitro and in Vito) ที่อยู่ในงานวิจัยตามกราฟดังนี้

สำหรับในรูป A พบว่าในภาวะที่ NK Cells ผ่านกระบวนการพิเศษ (Expanded NK Cells) แทนด้วย
จะมีความสามารถในการหลั่งสารที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ มากกว่าใน ภาวะที่ NK Cell ไม่ผ่านกระบวนการพิเศษ (Resting NK Cells) แทนด้วย
ในขณะเดียวกันจากรูป B เมื่อนำมาเปรียบเทียบผลกระทบในกลุ่ม pancreatic carcinoma cells จึงได้พบว่า ในภาวะที่ NK Cells ผ่านกระบวนการพิเศษ (Expanded NK Cells) แทนด้วย
จะลดการแพร่กระจายตัวหรือการแบ่งตัว หรือเปรียบเสมือนการมีความสามารถในการหลั่งสารที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ junket lymphoid cells แทนด้วย
(ซึ่งถูกใช้เป็น ตัวแปรควบคุมเชิงลบ)


ต่อมาสำหรับเรื่อง Clinical-scale NK Expansion เราพบว่า ความสามารถของวิธีการเพิ่มจำนวน NK Cell ตามหลักการนี้สามารถเพิ่มจำนวนได้สูงถึง 1500 เท่าจากเลือดที่เก็บเริ่มต้นเพียงแค่ 20 ml โดย NK Cell จะเริ่มแบ่งเพิ่มจำนวนได้ดีตั้งแต่ในวันที่ 7 และต่อไปจนถึงวันที่ 20 ดังกราฟที่แสดงไว้ข้างต้น

จากการทดลองจึงสรุปได้ว่า ในระยะเวลา 14 วัน ปริมาณ NK Cell ที่เพาะจากเลือดเพียงแค่ 20 ml แสดงให้เห็นว่ามีการผลิต IFN gamma และ Cytotoxicity หรือ ความสามารถในการหลั่งสารที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ทั้งในหลอดทดลองและในสิ่งมีชีวิต ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้นในการทำลายเซลล์มะเร็ง
โดยสรุปเทคนิคนี้ ทำให้สามารถเพิ่มจำนวน NK Cell ได้เป็นจำนวนมากกว่าปกติ หรือสามารถใช้เลือดเพียง 50 cc ของผู้ป่วยเอง เพื่อเพิ่มจำนวน Activated NK Cells ได้ถึงระดับหมื่นล้านเซลล์

นอกจากนี้ใน Okaki Method ยังได้รายงานตัวอย่างการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนส่วนปลายระยะลุกลาม อายุ 56 ปี พบว่าหลังจากที่คนไข้รักษาด้วย NK Cell ค่ามะเร็ง CEA,CA19-9 ลดลงอย่างรวดเร็ว และจำนวนของ NK Cell,NKG2D+Tcells และการทำงานของ NK Cells เพิ่มขึ้นสูงมาก ดังรูปข้างต้น
Osaki Method เป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีการใช้จริงในผู้ป่วยมะเร็งในประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก เป็นเทคนิคในการทดสอบสมรรถภาพของ NK Cells ที่ได้มาตรฐานระดับโลก

แต่สำหรับในประเทศไทย มีเพียงห้องปฏิบัติการคุณภาพของทาง MEDEZE NK เท่านั้น ที่ได้รับสิทธิในการนำเทคนิคนี้มาใช้ในการเพิ่มปริมาณ NK Cell ภายใต้การบริหารงานของ MEDEZE GROUP นอกจากนี้ยังพบว่า ทาง MEDEZE เป็น partner กับ Dr. Junichi Masuyama , M.D., Ph.D. แพทย์ประจำ New City Osaki Clinic , Japan และเป็นผู้คิดค้นเทคนิค “Highly Active NK Cell Therapy” และมีประสบการณ์ตรงในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งอีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1) Jun-ichi Masuyama et al.Ex vivo expansion of natural killer cells from human peripheral blood mononuclear cells co-stimulated with anti-CD3 and anti-CD52 monoclonal antibodies.[online]( 2016) https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26549384/
1) Jun-ichi Masuyama et al.Ex vivo expansion of natural killer cells from human peripheral blood mononuclear cells co-stimulated with anti-CD3 and anti-CD52 monoclonal antibodies.[online]( 2016) https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26549384/

